สังคมในปัจจุบัน

ความก้าวหน้าการพัฒนาคนในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงไวมาก บางคนก็อาจจะล้าหลัง เพราะไม่ได้อัพเดทสถานะการณ์ต่างๆ เนื่องจากในสังคมปัจจุบัน มีการพัฒนาอยู่สม่ำเสมอๆ เรื่อยๆ 

สหรัฐเตรียมปรับลดคำแนะนำการเดินทาง – ไทยอยู่ในกลุ่มเสี่ยง

สหรัฐเตรียมปรับลด ประเทศที่มีการถือครองวัคซีนมากที่สุดในโลกอยากสหรัฐอเมริกาเขาเริ่มประสบปัญหาอยู่เหมือนกันเพราะว่ามีวัคซีนเกินความต้องการแล้วก็อยู่ในระหว่างขั้นตอนทยอยการฉีดวัคซีนอยู่อย่างวัคซีนบางยี่ห้อ จอนสันแอนด์จอนสัน กำลังจะหมดอายุลงในช่วง 2 สัปดาห์นับต่อจากนี้ไปหลายแสนบาทเลยทีเดียว 

ซึ่งบางประเทศประสบปัญหาวัคซีนไม่เพียงพอแต่ประเทศสหรัฐได้เจออีกหนึ่งปัญหาก็คือมีวัคซีนเพียงพอและอีกส่วนหนึ่งใกล้จะหมดอายุถ้าหากว่าเร่งใช้ไม่ทัน ขณะเดียวกันอีกหนึ่งเรื่องที่สหรัฐเหมือนกันก็คือเตรียมปรับลดด้านคำแนะนำการเดินทางให้กับชาวอเมริกันก็คือเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น 

สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้เท่าที่จำเป็นและได้มีการพิจารณาเพิ่มเติมอยู่ที่ 61 ประเทศด้วยกันซึ่งประเทศไทยของเราตอนนี้ก็ยังอยู่ในระดับ 3 ก็คือยังมีความเสี่ยงสูงโดยเป็นการคำนวณจากประชากรที่ติดเชื้อ covid19 จึงทำให้มีการกำหนดออกมามีระดับความเสี่ยงที่ต่างกันออกไป 

โฆษกหญิงของศูนย์ควบคุมโรคและป้องกันโรคของสหรัฐวันนี้ก็ได้ให้ความชัดเจนว่าจะเตรียมปรับลดระดับเรื่องของคำแนะนำในการที่จะเดินทางไป61 ประเทศ จากระดับที่ 4 ซึ่งเป็นระดับเตือนการเดินทางสูงที่สุดและไม่แนะนำให้ทุกคนเดินทางยกเว้นผู้ที่ฉีดวัคซีนป้องกัน covid 19 ครบถ้วนแล้วเท่านั้น

นอกจากนี้ก็ยังมีอีก 50 ประเทศ รวมถึงดินแดนด้วยที่รวมถึงการปรับลดไปอยู่ในระดับที่ 2 ที่มีความเสี่ยงปานกลางหรือว่าในระดับที่ 1 ที่มีความเสี่ยงต่ำ สำหรับในประเทศที่อยู่ในความเสี่ยงระดับต่ำต่อการติดเชื้อโควิค 19 ตามที่สหรัฐได้ประกาศก็ยกตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ เป็นต้น 

ส่วนประเทศที่อยู่ในระดับ 3 ซึ่งถือว่ายังคงเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงอยู่ ก็มีทั้งฝรั่งเศส ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ อิตาลี ญี่ปุ่น และ รวมไปถึงประเทศไทยของเราด้วยโดยการปรับระดับคำแนะนำในการเดินทางใหม่ในครั้งนี้ก็มาจากที่ CDC ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองของการจัดระดับใหม่อย่างเช่นประเทศที่อยู่ในระดับที่ 4 ต้องมีอัตราการติดเชื้อในรอบ 28 วัน อยู่ที่ 500 คน ต่อจำนวนประชากร 1 แสนคน จากเดิมที่ 100 คนประชากร หนึ่งแสนคน 

สำหรับตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิค 19 ในสหรัฐเองก็ยังคงมีการรายงานเพิ่มขึ้นกว่า 13,000 คน ยอดสะสมอยู่ที่ 34 ล้าน ส่วนผู้เสียชีวิตสะสมก็มีมากกว่า 4 ล้าน 6 แสนคน มีคำเตือนจากแพทย์ใหญ่คณะทำงานเฉพาะกิจด้านการควบคุมโรคCovid-19 ของทำเนียบขาวที่ระบุว่า covid-19 ครั้งแรกในอินเดียอาจจะกลายเป็นไวรัสสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาดอยู่ในสหรัฐก็เป็นได้

 

สนับสนุนโดย.  ufabet ฝาก-ถอน เอง

เตือนภัยแท็กซี่ ไม่ยอมกดมิเตอร์ แถมคิดเงินแบบเหมา 800 บาทจะขอลงก่อนไม่ยอมให้ลง

       เตือนภัยแท็กซี่ ไม่ยอมกดมิเตอร์ มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้มีการโพสต์ภาพที่ตัวเองกำลังนั่งอยู่บนรถแท็กซี่ซึ่งเขาได้มีการระบุว่าเขาต้องการที่จะให้เรื่องราวของเขานั้นดังไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและให้จัดการกับแท็กซี่คันดังกล่าวโดยในโพสต์ของชายหนุ่มคนนี้ได้มีการถ่ายรูปทั้งในตัวรถและนอกรถรวมถึงถ่ายทะเบียนรถเอาไว้อย่างชัดเจน

โดยเขาได้เล่าใน Facebook ส่วนตัวของเขาว่าเขาเดินทางมาจากต่างจังหวัดซึ่งเดินทางโดยเครื่องบินมาลงที่สนามบินดอนเมืองและต้องการที่จะเดินทางต่อไปที่จังหวัดสมุทรสาครจึงได้เรียกรถแท็กซี่ในสนามบินเพื่อให้ไปส่ง

          โดย แท็กซี่คันที่เขาเลือกนั้นเป็นสีเขียวเหลืองเมื่อเขาขึ้นรถแท็กซี่ปรากฏว่ามีผู้หญิงวัยกลางคนนั่งอยู่ที่ด้านหน้าของรถแท็กซี่ซึ่งรู้มาว่าเป็นภรรยาของคนขับรถในตอนแรกนั้นเขาไม่ได้คิดอะไรเพราะคิดว่าภรรยาของคนขับรถน่าจะลงกลางทางแต่หลังจากที่เขานั่งรถและรถกำลังเคลื่อนออกจากสนามบินดอนเมืองนั้นปรากฏว่าคนขับรถแท็กซี่ไม่ยอมกดมิเตอร์

ซึ่งเขาก็ได้ทักท้วงไปแต่คนขับรถแท็กซี่ยืนยันว่าการขับรถแท็กซี่แถวสนามบินดอนเมืองนั้นแท็กซี่ทุกคันไม่มีใครกดมิเตอร์และเป็นการคิดเงินแบบเหมาจ่ายโดยเขาขอคิดเงินในการเดินทางครั้งนี้อยู่ที่ 800 บาท

        อย่างไรก็ตามเขาได้มีการบอกให้แท็กซี่จอดและเขาจะลงกลางทางซึ่งการเดินทางในครั้งนี้เป็นช่วงเวลากลางวันไม่ใช่เวลากลางคืนแต่คนขับรถแท็กซี่ยืนยันว่าจะต้องไปส่งให้ถึงจุดหมายและต้องการเก็บเงิน 800 บาทเขาจึง ได้แกล้งโทรหาเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเมื่อคนขับรถแท็กซี่ได้ยินก็ไม่พอใจแต่ก็จอดรถให้ลงในขณะที่ภรรยาของคนขับรถแท็กซี่นั้นได้ต่อว่าเขาด้วยถ้อยคำรุนแรงและหยาบคายและยังมีการเรียกเก็บเงินค่าแท็กซี่เขาเป็นจำนวนเงิน 200 บาททั้งที่ขับรถออกมาจากดอนเมืองได้ไม่ไกลมากนัก

       ซึ่งแน่นอนเขาต้องจ่ายเงินจำนวน 200 บาทเพื่อตัดปัญหาไปแต่เขาอยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์และต้องการที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลและรับผิดชอบจัดการกับเหล่าบรรดาแท็กซี่ที่ไม่ยอมกดมิเตอร์และเอาเปรียบ ผู้โดยสาร

        หลังจากที่เรื่องราวของเขาได้มีการแชร์ออกไปใน Social Media มีหลายคนมากที่ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ว่ามักจะเจอปัญหาแท็กซี่ไม่ค่อยกดมิเตอร์ค่อนข้างเยอะโดยส่วนใหญ่แล้วจะเจออยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิกับสนามบินดอนเมืองซึ่งบางคนนั้นจำเป็นที่จะต้องจ่ายเงินเพราะว่าไม่อยากมีปัญหาแต่พวกเขาก็คิดว่าแท็กซี่เหล่านี้มีการคิดค่าแท็กซี่ที่ค่อนข้างแพงจนเกินไปและอยากจะให้แท็กซี่นั้นกลับมาให้บริการด้วยการกดมิเตอร์ 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  สมัครบาคาร่า 888

อุบัติเหตุระเบิดในงานศพทำให้แขกที่มาร่วมงานเสียชีวิต 1 ราย

        เมื่อวันที่ 13 เดือนพฤษภาคมปีพศ. 2564  ที่จังหวัดลำปางเวลาประมาณ 13:00 น. ได้มีการจัดการเผาศพที่สุสานบ้านหม้อซึ่งอยู่ในอำเภอห้างฉัตร  อุบัติเหตุระเบิดในงานศพ โดยในระหว่างที่พิธีการเผาศพกำลังดำเนินการไปตามปกติอยู่นั้นเป็นช่วงที่จะต้องมีการจุดพลุตะไลเพื่อส่งดวงวิญญาณที่เสียชีวิต

โดยเชื่อว่าการฝึกพูดอะไรจะเป็นการนำทางให้ผู้เสียชีวิตนั้นขึ้นไปบนสวรรค์ซึ่งระหว่างนั้นแขกที่มาร่วมงานศพแล้วนั่งกันอยู่บนศาลาภายในงานแต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อระหว่างที่มีการจุดพลุอยู่นั้นปรากฏว่าผู้ระเบิดและอยู่ดีๆคนที่นาร่วมงานศพก็ล้มลง 1 คน

 

ซึ่งเป็นชายอายุ 60 ปีมีอาชีพเป็นทนายความและเดินทางมาจากกรุงเทพฯ

เพื่อมาร่วมงานศพโดยเฉพาะอย่างไรก็ตามในตอนแรกนั้นทุกคนในงานต่างก็คิดว่าชายคนดังกล่าวนั้นเป็นลมหมดสติแต่เมื่อทุกคนเข้าไปดูใกล้ๆเพื่อจะให้ความช่วยเหลือปรากฏว่ามีเลือดออกมาจากบริเวณร่างกายของชายคนดังกล่าวซึ่งเมื่อสังเกตดูดีๆเลือดที่ออกมานั้นไหลมาจากบริเวณลำคอของชายคนดังกล่าวและยังพบว่ามีเศษเหล็กซึ่งมีความยาวประมาณ 5 นิ้วปักอยู่ที่คอชายคนดังกล่าวอีกด้วย

           โชคดีว่าภายในงานนั้นมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาร่วมงานศพด้วยจึงได้รีบช่วยประสานงานให้กู้ภัยมาพาผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลห้างฉัตรอย่างไรก็ตามในระหว่างที่พาผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลนั้นปรากฏว่าทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตระหว่างทางเนื่องจากว่าบาดแผลที่ถูกเสียบนั้นโดนเส้นเลือดใดทำให้เลือดออกเป็นจำนวนมากนั้นเอง

         จากการสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าเหล็กที่พุ่งมาเสียบชายวัย 60 ปีนั้นน่าจะมาจากเหล็กที่มาจากแรงระเบิดของพลุที่จุดซึ่งในขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการนำตัวผลงานที่จุดพลุไปสอบปากคำเป็นที่เรียบร้อยแล้วร่วมกันนั้นจะมีการดำเนินคดีกับชายที่สุดทุกคนดังกล่าวอีกด้วย 

         ตามอุบัติเหตุในครั้งนี้สร้างความตกใจให้คนที่มาร่วมงานศพกันเป็นอย่างมากเลยทีเดียวเพราะไม่คิดว่าการเดินทางมางานศพจะทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นจนถึงขนาดที่มีคนเสียชีวิต 

           ถึงแม้ว่าการจุดพลุระหว่างที่มีการเผาศพนั้นจะมีการทำมาเป็นประเพณีและวัฒนธรรมเก่าแก่ของคนไทยแต่ถ้าหากว่ามันจะทำให้เกิดอันตรายต่อคนที่มาร่วมงานควรถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเพณีแบบนี้ควรจะสิ้นสุดลงและรับเอาประเพณีใหม่ๆเข้ามาแทน เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียแบบที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เพราะเหตุการณ์พลุระเบิดนั้นมีเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งและทุกครั้งก็มักจะมีคนได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือไม่ก็เสียชีวิต 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เว็บพนัน ufabet

ยายทรุด ฟ้าผ่าหลาน 7 ขวบตายพร้อมหมาอีก 3 ตัว

ยายทรุด ฟ้าผ่าหลาน 7 ขวบตาย เมื่อวานได้มีเหตุสลดเกิดขึ้นเมื่อเด็กหญิงอายุเพียงแค่ 7 ขวบเท่านั้นเอง โดยน้องได้อาศัยอยู่กับตาและยาย โดยน้องได้นอนเล่นอยู่ที่เปลที่อยู่ใต้ต้นสะเดา ซึ่งได้ทำการปลูกติดเอาไว้กับกระต๊อบ แล้วอยู่ๆก็ได้มีฟ้าผ่าขึ้นมา เป็นสาเหตุทำให้น้องเสียชีวิต นอกจากนั้นยังมีหมาอีก 3 ตัวที่ได้นอนเล่นอยู่ข้างๆน้องก็ได้ตายไปด้วยนะ

จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่เป็นยายนั้นร้องไห้อย่างหนัก แทบขาดใจ เพราะไม่คิดว่าหลานอายุเพียงแค่ 7ขวบเท่านั้นจะมีชะตาชีวิตที่จะมาจบลงแบบนี้ เพราะว่าน้องเจนเนี่ยพ่อแม่ก็ทิ้งเอาไว้ ได้กำพร้าพ่อและกำพร้าแม่ โดยตัวเองก็ได้มีแต่ยายที่เก็บมาเลี้ยงเพียงเท่านั้น

ซึ่งตากับยายก็ได้มาปลูกเพลิงพักอาศัยเพื่อให้อยู่ชั่วคราว บริเวณแถวๆใต้ต้นสะเดาซึ่งอยู่ในไร่อ้อยที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน โดยพอเกิดเหตุฟ้าผ่าก็ทำให้น้องเสียชีวิตคาที่ในทันทีเลย ซึ่งมีกู้ภัยได้เข้าเพื่อไปช่วยปั้มหัวใจของน้องเจน โดยที่จุดเกิดเหตุบริเวณเพลิงพักตรงไร่อ้อยที่เป็นท้ายหมู่บ้าน

โดยบริเวณตรงนี้ถือได้ว่าเป็นพื้นที่โล่งๆ และมีกระต๊อบเป็นเพลิงไม้มุงหลังคาด้วยสังกะสีที่เป็นขนาดเล็ก โดยที่นี่นั้นเป็นที่อยู่ของคุณตาและคุณยายและก็น้องเจนผู้เสียชีวิต คือจุดที่น้องเจนถูกฟ้าผ่าใต้ต้นสะเดานั้นมันห่างจากกระต๊อบเพียงแค่ 5 เมตรเท่านั้นเอง 

และบริเวณที่เป็นยอดของต้นสะเดามันยังมีร่องรอยของฟ้าผ่าที่เป็นกิ่งหักอยู่เลย ยายทรุด ฟ้าผ่าหลาน 7 ขวบตาย ทางด้านของคุณบุญแทน งามเลิศได้เล่าว่าโดยคุณบุญแทนนี้เป้นคนที่ได้เข้าไปช่วยปั้มหัวใจของน้องเจน โดยได้พูดว่าพอตนไปถึงน้องเจนก็ไม่ได้มีสัญญาณชีพแล้ว แต่ว่าตนนั้นได้เห็นยายร้องไห้แทบขาดใจโดยบอกให้ตนช่วยปั้มหัวใจให้น้องหน่อย 

จะทำอย่างไรก็ได้ ขอร้องให้หลานของยายได้กลับมาฟื้นเหมือนเดิม ซึ่งเขาก็ได้พยายามที่จะเอาตัวของน้องเจนนั้นไปส่งที่โรงพยาบาลและได้ทำการปั้มหัวใจเป็นเวลา 40 นาที แต่ว่าก็ช่วยน้องไม่ได้จริงๆ และเขายังบอกอีกว่าเขาเองก็เสียใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

ก็ขอแสดงความเสียใจกับคุณตาและคุถณยายด้วยนะ เพราะก็คงไม่มีใครคิดว่าน้องเจนนี้นอกจากจะกำพร้าพ่อกำพร้าแม่แล้ว ยังจะใช้ชีวิตสั้นโดยมาอายุเพียงแค่ 7 ปีเท่านั้นเองแล้วก็ต้องมาเจอฟ้าผ่าเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าสลดใจเอามากๆอีกเรื่องหนึ่ง และก็สงสารตากับยายที่เลี้ยงน้องมาด้วยเพราะต้องมาเสียหลานกระทันกันเช่นนี้คงทำใจลำบากเอามากๆเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ufabet ฝาก-ถอน ออโต้

พายุโซนร้อนกำลังเข้ากระหน่ำฟิลิปปินส์

โดยเราจะเห็นได้ว่ามีลักษณะของสภาพความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเกิดขึ้นทั่วโลกปีนี้  พายุโซนร้อนกำลังเข้ากระหน่ำฟิลิปปินส์  เราเห็นภัยธรรมชาติที่รุนแรงอย่างที่เราไม่เคยได้เห็นภาพมาก่อนในหลายประเทศก็มีปรากฎการหลายๆอย่างเกิดขึ้นแล้วก็มีคำอธิบายอย่างชัดเจนว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของสภาพภูมิอากาศโลกในปีนี้มันมาจากมหาสมุทรฝั่งขวา

ซึ่งเป็นมหาสมุทรอินเดียฝั่งขวาอยู่ก็มีอุณหภูมิสูงขึ้นผิดปกติโดยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นโดยตรงกับประเทศไทยเตรียมรับมือในเดือนกันยายนจนถึงพฤศจิกายนในปีนี้เตรียมรับมือในเรื่องของน้ำท่วมเพราะที่การคาดการณ์ว่าอาจจะมีน้ำท่วมใหญ่เหใอนอย่างในปี2553อาจจะเกิดน้ำท่วมได้ในหลายพื้นที่ด้วย

ดังนั้นมันเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกขนาดเดียวกันยังมีปัจจัยอื่นๆที่เข้ามาแทรกอีกในเรื่องของพายุที่อาจจะเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้กับประเทศไทยในช่วงระยะเวลานี้ก็คือในเรื่องของพายุโซนร้อน “ โกนเซิน “ ที่ตอนนี้ทางตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์แล้วก็มีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปที่เกาะไหหลําของจีน

 

พายุลูกนี้แม้ว่าจะไม่ได้เข้าไทยโดยตรงแต่จำเป็นจะต้องเตือนกัน

ว่าอาจจะทำให้ประเทศไทยในหลายพื้นที่หลายภาคมีฝนตกต่อเนื่องและอาจจะทำให้น้ำท่วมตามมาตั้งแต่วันที่7-13กันยายน โดยพายุ“ โกนเซิน “ ก็เป็นภาษาเวียดนามเป็นชื่อของโบราณสถานของเวียดนามเป็นพายุลูกที่13ของปีนี้

ในภูมิภาคที่จะต้องเตรียมรับมือกันทวีปเอเชียเรียกว่ามีพายุโซนร้อนสองลูกที่กอตัวเวลาไล่เรีอยกันเลยในมหาสมุทรแฟซิฟิกลูกแรกก็คือพายุโซนร้อน โกนเซิน ที่กล่าวไปเป็นพายุลูกที่13ขึ้นฝังครั้งแรกทางตะวันออกของฟิลิปปินส์เมื่อช่วงเช้าวันที่8ด้วยความเร็วลมที่85กิโลเมตรต่อชั่วโมงมีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือผ่านเกราะต่างๆของฟิลิปปินส์

โดยผลที่เกิดขึ้นว่าจะมีฝนตกหนักมีกระแสลมแรงในภาคกลางของฟิลิปปินส์มีบานเรือนหลายหลังใกล้ชายฝั่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมที่ท่วมสูงเลยทีเดียว ส่วนพายุอีกลูกที่มาพร้อมๆกันก็คือพายุโซนร้อน จันทู  เป็นชื่อที่ตั้งโดยทางกัมพูชาเป็นพายุลูกที่14ของของปี

พายุโซนร้อนจันทูทิศทางของมันกำลังเคลื่อนตัวไปยังใต้หวันในช่วงวันที่11กันยายนนี้แต่ที่สำนักงานพยากรอากาศต่างประเทศเขาวิเคราะห์ตรงกันก็คือวาพายุฤดูร้อนโกนเซินหลังจากที่เคลื่อตัวไปยังฝังทะเลจีนใต้ในวันที่9ถึง10นยายนนี้มันจะทวีคูณความรุนแรงขึ้นกลายเป็นพายุใต้ฝุ่นทิศทางของมันจะมุ่งหน้าที่เกาะไหหลําลงไปสู่อ่าวตังเกี๋ยช่วงวันที่12-13กันยายนนี้

ทางด้านกรมอุตุวิทยาก็กำลังจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดแล้วก็เตืยนให้คนไทยต้องเฝ้าระวังด้วยเพราะว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นโดยอ้อมประเทศไทยก็คือจะมีฝนตกหนักนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปตลอดทั้งสัปดาห์เลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ufabet ฝากถอน ไม่มีขั้นต่ำ ออโต้

ทหารเมียนมาเหี้ยมบุกหมุ่บ้าน ฆ่าชาวบ้านตายไม่ต่ำกว่า 40 ศพ

           มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาจากสำนักข่าวของ รอยเตอร์ โดยมีการระบุว่าสถานการณ์ที่ประเทศพม่าในขณะนี้ กำลังเลวร้ายมาก ทหารเมียนมาฆ่าชาวบ้านตาย ชาวบ้านที่เป็นชาวเมียนมาถูกฆ่าตายเกลื่อน โดยมีการค้นพบว่ามีศพของชาวเมียนม่าถูกฆ่าตายแล้วนำศพมาทิ้งไว้ในป่า ซึ่งตอนนี้มีไม่ต่ำกว่า 40 ศพเข้าไปแล้ว และคาดว่าสถานการณ์จริงน่าจะมีศพของชาวบ้านถูกฆ่ามากกว่านี้อย่างแน่นอน

          สำหรับศพที่พบนั้น มีการพบศพเหล่านี้ที่หมู่บ้าน

ที่อยู่ในเขตพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศ โดยอยู่ในส่วนของภูมิภาคสะกาย ในเขตเมืองกะนี ซึ่งที่นี่จะมีหมู่บ้านที่ชาวเมียนมาอาศัยอยู่หลายหมู่บ้าน และเมื่อไม่นานมานี้ มีการเปิดเผยว่ากองกำลังทางทหารของพม่าได้เดินทางไปยังเขตพื้นที่ดังกล่าวและเดินทางไปตามหมู่บ้าน หลังจากนั้นก็พบว่าชาวบ้านกลายเป็นศพ ซึ่งศพที่พบทั้งนั้น มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ 

         สำหรับศพที่พบนั้นระบุว่าเป็นชาวบ้านที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับทหาร

เมื่อทหารที่อยู่ภายใต้การนำของรัฐบาลของ นายพลมิน อ่อง หล่าย เบอร์มา ถูกส่งเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวก็ทำให้ชาวบ้านต่างพากันล้มตาย ผู้คนถูกทุบตี ถูกจับไปทรมานจนตาย มีการเผาบ้านเรือนของประชาชน และทหารยังยิงกราด ไม่สนใจว่ากระสุนปืนจะไปถูกคนแก่หรือว่าเด็กหรือไม่ 

          จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ นาย จอ โม ตุน

ซึ่งเป็นทูตเมียนมาที่ประจำอยู่ที่องค์การสหประชาชาติ ไม่อาจทนนิ่งเฉยอยู่ได้ เขาได้ส่งหนังสือไปยัง เลขาธิการของสหประชาชาติ และเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ประเทศเมียนมาในตอนนี้ เพื่อเรียกร้องให้ทางสหประชาชน รีบเข้ามาแทรกแซงช่วยเหลือเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพราะถ้าหากมีการเพิกเฉย ไม่มีการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เชื่อว่าประชาชน ชาวเมียนมาจะต้องตายหมดอย่างแน่นอน

          สำหรับสิ่งที่นาย จอ โม ตุน อยากให้ทางสหประชาชนเข้าไปแทรกแซงก็คือ การที่อยากให้ประเทศต่างต่างในสมาคมออกมายุติการขายอาวุธ หรือการส่งอาวุธให้กับกองทัพของประเทศเมียนมานั่นเอง เพราะในขณะนี้สิ่งที่เห็นได้จากการปกครองประเทศของรัฐบาลพม่า ก็คือ การปกครองภายใต้ความรุนแรงและป่าเถื่อน  ไม่ความปราณี การที่ทหารออกมาเข่นฆ่าประชาชน แทนที่จะปกป้องประชาชน 

       จากเหตุการณ์นี้ ทางองค์กรสิทธิมนุยชน ระหว่างประเทศน่าจะเข้ามามีบทบาทเข้ามาแทรกแซงปัญหาในประเทศพม่าได้แล้ว เพราะหากไม่มีใครสนใจเข้ามาช่วยเหลือ ประชาชนชาวเมียนมาที่อยู่คนละฝั่งกับรัฐบาลทหารคงตายหมดกันพอดี  ตอนนี้ประเทศพม่าประชาชนต้องต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 แถมยังต้องต่อสู้กับรัฐบาลอีก

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  www.ufabet.com ลิ้งเข้าระบบ