อารมณ์มีผลต่อการใช้ชีวิตทางสังคม

เชื่อหรือไม่ว่าอารมณ์ต่างๆมักสร้างเรื่องราวให้เราได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายก็ตาม สิ่งต่างๆมักเกิดจากอารมณ์ของเราเองหรือเกิดจากอารมณ์ของผู้อื่นที่ทำให้เกิดเรื่องราว การที่คุณได้เกิดอารมณ์ที่รุนแรงหรือคนรอบข้างคุณมีอารมณ์ต่างๆนั้น มันมีสาเหตุอยู่ไม่กี่สาเหตุด้วยกัน เช่น

บุคคลผู้นั้นเป็นคนที่มีนิสัยเอาแต่ใจตนเอง

เรื่องราวบางทีก็ไม่ได้เป็นสาเหตุที่เกิดจากเรา แต่เป็นสาเหตุที่เกิดจากบุคคลที่อยู่ข้างเรา หรือบุคคลที่เราจะต้องพบปะ ในบางครั้งเขาคนนั้นก็มีนิสัยที่บ่งบอกสันดานตนเองด้วยการเอาแต่ใจ บางคนเอาแต่ใจมากจนเกิดขีดจำกัด ด้วยการไม่ฟังเหตุผลของใครเลย และไม่แคร์ใครอีกต่างหาก คาดว่าที่บ้านคงเลี้ยงดูด้วยการเอาใจอย่างเดียว ไม่มีการดุด่า จึงทำให้โตมาเกิดเป็นคนที่มีอารมณ์ในด้านเอาแต่ใจ หากมีพฤติกรรมที่แย่ๆจนไม่คิดจะปรับตัว คาดว่าภายภาคหน้าน่าจะอยู่คนเดียว เพราะนิสัยแบบนี้คงไม่มีใครต้องการที่จะอยู่ด้วย ยกเว้นบุคคลที่เป็นครอบครัวญาติพี่น้องของตนเอง หรืออาจจะมีผลประโยชน์ให้บุคคลเหล่านั้น 

บุคคลผู้นั้นเป็นคนที่มีนิสัยเห็นแก่ตัว

สำหรับบางคนการอยู่ในสังคมหรือคนกลุ่มมาก การเห็นแก่ตัวก็เป็นเรื่องราวใหญ่โตได้เหมือนกัน หากเขามีความเห็นแก่ตัวสูงเขาก็อาจจะเป็นบุคคลที่ใครๆก็ไม่อยากคบด้วย อยากจะห่างให้ไกลเท่าที่จะทำได้ เพราะบุคคลเหล่านั้นล้วนเป็นคนที่แย่และก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงนิสัยของพวกเขาได้ หากการมีพฤติกรรมการเห็นแก่ตัวชัดเจน ก็ควรแก้นิสัยเถอะ เพราะอาจจะไม่เหลือใครรอบข้างอีกเลย 

บุคคลที่มีนิสัยชอบประจบสอพอ

บุคคลประเภทนี้เป็นพวกชอบเลียแข็งเลียขาเจ้านาย อยากได้ดีแต่ไม่ทำตัวให้ดี แค่เป็นการพูดดีแต่มือไม่ขยับทำงาน ผลงานไม่ก้าวหน้าแต่อยากได้อะไรที่ดีเด่นอยากมีการเลื่อนขั้นจึงจำเป็นต้องประจบประแจงเพื่อเอาหน้าอย่างชัดเจน คนพวกนี้มีอยู่ในสังคมแทบทุกพื้นที่ นิสัยพื้นพของพวกเขาคงชอบเอาใจคนเพื่อให้บุคคลอื่นยอมรับและชื่นชอบ หรือพวกที่ขาดความอบอุ่นนั้นเอง เพราะเติบโตมาจึงได้สร้างภูมิคุ้มกันตนเองด้วยการไปประจบเอาใจคนอื่นเพื่อให้มีคนรักและอยากได้ผลงาน

บุคคลพวกนี้บางคนมีนิสัยที่รุนแรงเกินไปก็มักจะเพิ่มการใส่ความคนอื่นเพื่อให้ตนดูดีได้อีก นั้นเป็นเพราะการได้ใจที่ตนประสบผลสำเร็จในการประจบประจอง แต่ก็ต้องทำให้คนอื่นเกียดคู่แข่งของตนไปอีกด้วย บุคคลทั้งหมดที่กล่าวมานั้น หรือใครที่คิดว่าตนมีพฤติกรรมแนวนี้แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อรักษาโดยด่วน เพราะนั้นคือโรคอีกอย่างหนึ่งหากเป็นเกินเยียวยาอาจจะถึงกับทำให้เป็นโรคประสาทได้

“ คนย้อมผ้า “

      การยอมผ้าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่มีมานานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันสมัยก่อนผู้คนจะใช้สีย้อมผ้าจากธรรมชาติ

เช่น สีเหลืองจากแก่นขนุน สีน้ำเงินจากต้นฮ่อม สีแดงจากเปลือกประดู่ ดอกคำฝอย สีเขียวจากใบหูกวาง และสีดำจากผลมะเกลือ เป็นต้น

     สีของใบไม้เปลือกไม้หรือดอกไม้นั้นเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติที่หาได้ง่ายมากไม่เป็นอันตรายต่อผู้คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

ศิลปะการยอมผ้าเหล่านี้ถูกถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เชื่อว่ามีคนอีกหลายคนย่อมมีเสื้อตัวโปรดกันบ้าง เสื้อที่ชอบใส่เป็นประจำก็ต้องซักบ่อยๆ ทำให้สีของเสื้อนั้นจางไปตามเวลาสภาพการใช้งานแต่ถ้าสภาพเสื้อยังดีอยู่ไม่ขาด ไม่เปื่อย เราก็คงไม่อยากทิ้งเสื้อตัวนั้นและการยอมผ้านี้เองที่จะช่วยให้เราสามารถนำเอาเสื้อผ้าตัวเก่งของเรามาชุบชีวิตให้พลิกฟื้นกลับมาอีกครั้งหนึ่ง สมัยก่อนตอนเป็นเด็กหากเราจำได้จะมีเสียงป๋องแป๋งๆๆ คือสัญลักษณ์ของคนรับจ้างยอมผ้าเป็นอาชีพที่สุจริตอาชีพหนึ่งที่มีมานานแล้วจากตอนเป็นเด็กคนจำความได้ก็ได้ยินเสียงป๋องแป๋งแล้วคนสมัยก่อนจะทราบดี แต่คนปัจจุบัน มักไม่ค่อยรู้จัก ลูกหลานบางคนก็มีถามว่า เสียงของป๋องแป๋งนั้นเค้าขายอะไรกัน ผู้ใหญ่บางคนเลยต้องมาอธิบายให้ทราบว่าเค้าไม่ได้ขายอะไรหรอกแต่เป็นคนที่มีอาชีพรับจ้างยอมผ้าซึ่งส่วนมากจะยอมผ้าเป็นสีดำ หลายคนคงได้ยินเสียงกล่องป๋องแป๋งผ่านหน้าบานไปมาแต่ออกจากบ้านทีไรก็ไม่ทันทุกทีเจ้าป๋องแป๋งวิ่งผ่านไปไกลแล้วเพราะป๋องแป๋งในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมโดยเฉพาะการใช้ยานพาหนะในการประกอบอาชีพ เมื่อก่อนป๋องแต่งใช้วิธีการเดินหาอุปกรณ์การยอมผ้าด้วยบ่าทั้งสองข้างเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเหนื่อยบ่าซ้ายก็ย้ายมาบ่าขวามือแกว่งกองป๋องแต่งเป็นระยะๆเหนื่อยก็หยุดพักรหายเหนื่อยก็เดินต่อ คนที่ต้องการจะนำผ้ามาย้อมเมื่อได้ยินเสียงป๋องแป๋งแล้วจะรู้ได้ทันทีว่าคนยอมผ้าผ่านมาแล้วสามารถเรียกให้หยุดได้โดยง่าย  แต่ตอนหลังมายานพาหนะจากเดินก็เปลี่ยนเป็นใช้รถจักรยานและปัจจุบันกลายเป็นรถจักรยานยนต์ไปแล้วเคลื่อนที่ได้เร็ว วิ่งไปได้ในรัศมีใจจะกลับคืนมาที่เดิมก็ยังได้แต่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มคือค่าน้ำมันลดก็ต้องคิดบวกในค่ายอมผ้านั่นแหละจะเดินเหมือนคนเดิมก็คงไม่ไหวแล้วจะปั่นจักรยานก็เหนื่อยเหมือนกัน

 ย้อนรอยศาลเจ้าแม่งูจงอาง ที่สุดของการขอพร

         หากจะพูดถึงสถานที่ศักดิ์สิทธ์ ที่ผู้คนนิยมเดินทางไปกราบไหว้ขอพรในช่วงวันใกล้หวยออกแล้วละก็ ศาลเจ้าแม่งูจงอาง ที่ถนนพระราม 2 เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่จะมีผู้คนหนาแน่นมากเพื่อไปขอเลขเด็ด แต่มีใครเคยทราบประวัติความเป็นมาของศาลเจ้าแม่งูจงอางกันบ้างไหมคะว่ามีที่มาอย่างไร 

          มีเรื่องต่อๆกันมาว่า เมื่อ 30 ปีที่ มีการก่อสร้างถนนพระราม 2 มีคนงานนอนหลับช่วงพักเที่ยวฝันว่ามีงูจงอางท้องแก่เลื้อยมาหา และมาบอกว่าตอนนี้ใกล้จะคลอดลูกแล้ว ขอเวลา 7 วันอย่างเพิ่งทำถนนขอคลอดลูกก่อนแล้วจะไป

พอคนงานตื่นได้ไปบอกหัวหน้างานแต่หัวหน้างานไม่สนใจยังคงสร้างถนน ในระหว่างที่กำลังทำถนนอยู่นั้นคนงานที่มีหน้าที่ขับรถเกลี่ยดินได้ถอยรถไปทับงูทั้งครอบครัว คนงานตกใจจึงขับรถกลับบ้าน แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านก็มาถอยรถคนที่บ้านตัวเองเสียชีวิตเหมือนกัน หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นตรงจุดที่ครอบครัวงูเสียชีวิตจะมีอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง จนชาวบ้านได้ไปเชิญพราหมณ์เพื่อมาสื่อจิตกับวิญญาณเจ้าแม่งูจงอาง จึงทำให้ทราบว่าท่านโกรธแค้นที่ท่านได้มาขอร้องไม่ให้สร้างถนนแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจ ทำให้ท่านต้องเสียคนในครอบครัวไป ชาวบ้านจึงทำพิธีขอขมา และสร้างศาลให้เจ้าแม่งูจงอางกับลูกๆงู เคยมีเหตุการณ์ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น เมื่อไฟไหม้ป่าตรงที่ตั้งศาลเจ้าแม่งูจงอาง หญ้าบริเวณนั้นไฟไหม้หมดแต่ศาลกลับไม่ไหม้ ทำให้ชาวบ้านยิ่งเกิดความนับถือ ต่อมาถนนบริเวณดังกล่าวจะมีการขยายเลน มีชาวบ้านท่านหนึ่งฝันว่าเจ้าแม่งูจงอางมาเข้าฝันขอย้ายมาอยู่ในที่ดินที่ว่างนี้ เพราะว่าที่ที่ตั้งศาลกำลังจะถูกไปสร้างถนน  เจ้าของที่ดินจึงทำการตั้งศาลหลังใหม่ให้ โดยศาลเจ้าแม่งูจงอางก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2539 และนับตั้งแต่ก่อตั้งมาผู้คนจากทั่วทุกทิศต่างก็พากันหลั่งไหลมากราบไหว้ขอพร จนถึงทุกวันนี้ 

          ว่ากันว่าถ้ามาที่ศาลต้องเจองูจงอางถึงจะโชคดี เพราะท่านจะไม่ได้ออกมาให้เห็นทุกวัน 

วิธีการเคารพสักการะ เมื่อเดินทางมาถึงให้นำดอกไม้ธูปเทียนไปไว้ศาลพระภูมิและศาลตาศาลยายก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยไปไหว้ศาลเจ้าแม่งูจงอาง โดยของไหว้ให้ใช้ไข่ไก่สด ไม่ต้องเตรียมไปก็ได้เพราะที่นั่นมีบริการ

บทสวดในการขอพรเจ้าแม่งูจงอาง

 “อะหิวิจฉิกะสะตะปะที อุณณานาภีสะระภูมูสิกา สัพพะสัตตานุภาเวนะ สัพพะลาโภ ภะวะตุ เมฯ”

การใช้ชีวิตในสังคมช่วงวัยรุ่นนั้นมันไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย

ผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน ในช่วงนั้นยังวัยรุ่นอยู่ น่าจะราวช่วงอายุ18-19 ในตอนนั้นผมยังเป็นเด็กแว๊นตามท้องถนน ซึ่งต้องยอมรับว่าสร้างแต่ความเดือดร้อนให้กับคนอื่นเป็นประจำ และนั้นก็ส่งผลทำให้ต้องเดือดร้อนถึงพ่อแม่อยู่บ่อยๆ เพราะพวกเขาจะต้องมาคอยประกันตัวที่โรงพักแทบจะทุกวัน 

เรียกว่าผมทำแต่เรื่องที่ให้ครอบครัวหนักใจหรือไม่สบายใจอยู่บ่อยครั้งเรื่อยไป

ผมต่อยตีกับเพื่อนไปทั่วไปบางครั้งก็เอามีดไล่ฟันบางครั้งก็โดนเอาคืนกลับบ้างบางครั้งเพื่อนก็หนีไม่ยอมช่วยบ้าง ซึ่งเป็นเราเองที่เจ็บอยู่มาตลอด หลายครั้งที่มีเรื่องไปไหนมาไหนก็ไม่สะดวก เพราะมีแต่ความระแวงคู่อริหรือแทบจะออกจากบ้านไปไหนไม่ได้เลยก็ว่าได้ครับ อยู่แต่บ้านพ่อแม่ว่าด่าสั่งสอนเราก็ไม่ฟังดื้อบ้างไม่ฟังบ้างเพราะยังอยู่ในช่วงวัยรุ่นและติดเพื่อนอีกด้วย 

ถามว่าเพื่อนนั้นจะจริงใจกับเราได้ตลอดไหมก็ไม่เชิงบางจำพวกก็ดี บางคนก็ไม่จะจริงใจสักเท่าไหร่มีเรื่องทีเราก็จะเป็นคนที่ออกตัวอยู่เสมอแต่หารู้ไม่ว่าตอนที่เราติดคุกติดตารางให้กันที่คอยสั่งข้าวส่งน้ำให้เราให้ความรักกับเราตลอดก็จะมีแต่พ่อกับแม่เท่านั้นแหล่ะ

 เราติดคุกยังไม่เห็นจะมีเพื่อนคนไหนที่จะมามองเราเลยสักคนที่ติดอยู่ข้างในคุกแต่พอมีเรื่องทีก็ไม่หนีคำว่าเพื่อนอยู่ดี ช่วงอายุ20เริ่มคิดได้ว่าที่ผ่านมาสร้างแต่ปัญหาให้กับครอบครัวไว้เยอะเลยหน้ามาตั้งใจทำงานเก็บเงินส่งให้ครอบครัวต่อมาจากที่ทำงานเก็บเงินแฟนได้ตั้งท้องประมาณ5เดือนก็เลยคิดและ

ตั้งใจทำงานเก็บส่งให้ลูกเมียทำไม่เคยจะได้หยุดพักเลยสักวันนึงจนมาได้คิดก็คิดได้ว่าการมีลูกนั้นและความรักผิดชอบมันเหนื่อยขนาดไหนเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่เลยทีเดียวว่าการเป็นหัวหน้าครอบครัวมันเป็นยังไงจนพ่อได้ป่วยลงแล้วแม่ก็ป่วยไปตามๆกันจากนั้นลูกก็ได้โตขึ้นมากเรื่อยๆจากเด็กเล็กมาเป็นเด็กโตเข้าสู่ในช่วงวัยรุ่นก็มีแต่สร้างปัญหาติดเพื่อนบ้างเสพยาเสพติดบ้างติดคุกติดตาราง

สร้างแต่ปัญหาให้กับคนเป็นพ่อมากจังหวะนั้นได้คิดถึงในช่วงเวลาตอนผมเป็นวัยรุ่นมากเลยครับการเป็นวัยรุ่นนั่นมันไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยครับเว้นแต่ว่าเราหลงผิดคิดคบเพื่อนที่แนะนำในทางที่ผิดให้เราอย่างจะฝากวัยรุ่นทั้งหลายไว้ด้วยน่ะครับเลิกแข่งรถบนท้องถนนหลวงและหันมาแข่งในสนามดีกว่าครับอีกเลือกคบเพื่อนก็ให้เลือกคบเพื่อนที่คอยแนะนำสิ่งดีๆให้กับเพื่อนไม่ใช่คอยแต่จะพาทำเรื่องเดือดร้อนทุกข์ใจให้กับพ่อแม่และครอบครัว

ธุรกิจประหลาด รับตัดเก็บรอยสักคนตายไว้เป็นที่ระลึก

รอยสัก ศิลปะบนเรือนร่างที่มีค่ามากกว่าความสวยงามภายนอก
แต่ละรอยสักล้วนมีที่มาและที่ไปซึ่งมีความหมายที่จะอยู่แนบแน่นกับร่างกายของเจ้าของรอยสักไปตลอดชีวิต กับบางคน รอยสัก มีความหมายต่อพวกเขา เช่น บางคนสักชื่อ รูป ความทรงจำต่างๆ

ที่มีความหมายลงบนเรือนร่างที่เปรียบเสมือนคุณค่าทางจิตใจที่ออกมาเป็นลวดลายบนตัวพวกเขาซึ่งรอยสักนั้น สามารถบ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์และความเป็นตัวตนของเจ้าของได้เป็นอย่างดีในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีบริษัทไอเดียแปลกๆเปิดตัวทำธุรกิจรักษารอยสักของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วให้ยังคงอยู่ เพื่อให้ญาติและคนรักได้เก็บไว้ดูต่างหน้า

บริษัท“ Save My Ink Forever ” ตั้งอยู่ที่เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกาของสองพ่อลูกผู้หลงใหลในรอยสักอย่าง ไมเคิล และ ไคล์ เชอร์วูดมีขั้นตอนและวิธีการเก็บรักษารอยสักโดย
เมื่อทางครอบครัวหรือญาติต้องการเก็บรอยสักของผู้เสียชีวิตจะต้องทำการติดต่อมายังบริษัทภายในเวลา 18
ชั่วโมงหลังจากเจ้าของเสียชีวิต

บริษัทจะส่งทีมงานไปจัดการเฉือนผิวหนังบริเวณรอยสักที่ต้องการมาแช่น้ำยาซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถช่วยให้รอยสักบนผิวหนังคงสภาพสมบูรณ์ไว้ที่สุดจากนั้นจึงนำแผ่นผิวหนังที่มีรอยสักไปตกแต่งให้สวยงามแล้วนำมาใส่กรอบรูปตามขนาดที่เหมาะสมพร้อมกระจกป้องกันรังสียูวีเพื่อช่วยรักษาสภาพรอยสักให้คงทนและนานยิ่งขึ้น เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วจึงส่งให้กับครอบครัว

ขั้นตอนต่างๆเรานี้จะใช้เวลาประมาณสามถึงสี่เดือนราคาค่าใช้จ่ายก็จะประมาณ 29,000 – 49,000 บาทซึ่งราคาค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บรอยสักของผู้เสียชีวิตนั้นจะขึ้นอยู่ตามขนาดและลวดลายของรอยสักบางคนรอยสักเปรียบเสมือนความทรงจำ ไดอารี่ของพวกเขาเมื่อวันนึงวันที่พวกเราทุกคนไม่สามารถหลีกพ้น คือความตาย

และเมื่อเจ้าของรอยาสักได้จากโลกนี้ไปพร้อมกับรอยสักเท่ากับความทรงจำเหล่านั้นต้องหายไปด้วยงั้นเหรอแต่ธุรกิจนี้ถือว่าเป็นไอเดียที่แปลกอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำให้ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วยังคงอยู่ในความทรงจำให้เราได้เห็นและนึกถึงตลอดไป

จากไปแต่ตัว “ รอยสัก “ ยังอยู่นิรันดร์