อุโบสถบนกรีดบัวหนึ่งเดียวในประเทศไทย

จังหวัดอ่างทองในปัจจุบันหรือแขวงเมืองวิเศษชัยชาญในอดีตนั้นพื้นที่โดยทั่วไปล้วนแต่มีความอุดมสมบูรณ์

เพราะมีแม่น้ำสำคัญทั้งสองสายคือแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยไหลผ่านแทบทุกอำเภอด้วยลักษณะเป็นที่ราบลุ่มซึ่งเป็นแอ่งขายอ่างเต็มไปด้วยทุ่งนาที่ออกรวงเหลืองอร่ามดุจทองจึงได้รับนามเรียกขานว่า อ่างทอง อันเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำปลูกพืชพันธ์อะไรก็งามไปหมดนอกจากนี้อ่างทองยังเป็นแหล่งธรรมะที่มีศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามมีภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีชีวิตชนบทที่น่าสัมผัสเรียนรู้อยู่อีกมากมายเนื่องจากเมืองอ่างทองเคยเป็นยุทธภูมิระหว่างทหารไทยกับทหารพม่าหลายครั้ง

จึงมีบรรพบุรุษของเมืองอ่างทองได้สร้างวีรกรรมอันกล้าหาญในการรบกับพม่าหลายท่าน เช่น นายแท่น นายโชติ นายอิน นายเมือง ซึ่งเป็นชาวบ้านสีบัวทองเป็นอำเภอแสวงหาที่ตั้งอยู่ในปัจจุบันและมีนายดอกชาวบ้านกรับและนายทองแก้วชาวบ้านโพธิ์ทะเล

ทั้งสองท่านเป็นเมืองวิเศษชัยชาญยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยในการสู้รบกับพม่าที่ค่ายบางระจันชาวอ่างทองจึงพร้อมใจกันสร้าง อนุเสาวรีย์ปู่ดอกปู่ทองแก้ว

เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของทั้งสองท่านความโดดเด่นอย่างหนึ่งของอ่างทองก็คือมีวัดอยู่เป็นจำนวนมากมากกว่า 200 วัดที่ตั้งกระจายอยู่ทั่วทุกอำเภอซึ่งก็ล้วนเก่าแก่มากแล้วมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจแต่หากจะกล่าวถึงวัดที่มีความเด่นดังของจังหวัดนี้ซึ่งมีอยู่หลายแห่งแล้วหนึ่งในนั้นคือวัดม่วงเจริญธรรม อำเภอวิเศษชัยชาญนั่นเอง 

วัดม่วงเจริญธรรม ตั้งอยู่ริมถนนสายวิเศษชัยชาญกลับสุพรรณบุรีห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 5 กิโลเมตร

เดิมเป็นวัดร้างซึ่งต่อมาได้มีพระธุดงค์มาพำนักและนำความศรัทธาความเลื่อมใสให้เกิดขึ้นจนสามารถพัฒนาวัดให้เจริญงดงามได้อย่างน่ายกย่องมีการสันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นช่วงประมาณปีพุทธศักราช 2365

โดยแต่เดิมนั้นมีต้นมะม่วงอยู่เป็นจำนวนมากจึงเรียกว่า วัดม่วง ตามที่ชาวบ้านต่างเรียกในสมัยโบราณ